ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
ช่องทางสำรองในการติดต่อสื่อสาร เฟสกลุ่ม อย่าลืมแอ๊ดกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/NewFortunerClubThailand/ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
สมาชิกใหม่ต้องทำการตอบกระทู้ หรือคอมเม้นท์ให้ครบ 3 โพสก่อน จึงจะเริ่มตั้งกระทู้ใหม่ได้


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ NewFortunerClubThailand พร้อมหมายเลข NFC ได้ที่นี่!!

ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อรถแลกเงิน ฟรีค่าจัด รถไม่ต้องจอด ปิดเล่มพร้อมรับส่วนลดดอกเบี้ย 50%  (อ่าน 1352 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1087
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปทุมธานี
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม

ก่อนขับรถดื่มแอลกอฮอล์ได้แค่ไหน จึงจะไม่โดนจับ?

ตามกฎหมายได้ระบุปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไว้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากเกินกว่านั้นจะถือว่าเมาแล้วขับ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 - 20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ รวมถึงพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตเลยทีเดียว

     ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า แล้วปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เนี่ย สามารถดื่มได้ขนาดไหน ซึ่งคุณสามารถจำง่ายๆ ดังนี้

     1.สุรา ประมาณ 90 ซีซี ไม่ผสม หรือผสมในปริมาณ 1 ฝาต่อแก้ว จำนวนไม่เกิน 6 แก้ว หรือ

     2.เบียร์ ประมาณ 2 กระป๋อง หรือ 2 ขวดเล็ก หรือ

     3.เบียร์ไลท์ ประมาณ 4 ประป๋อง หรือ 4 ขวดเล็ก หรือ

     4.ไวน์ ปริมาณต่อแก้ว 80 ซีซี ไม่เกิน 2 แก้ว

     ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์เหล่านี้ หากขับรถภาย 1 ชั่วโมงหลังจากดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์จะไม่อยู่ในระดับที่เกินกฎหมายกำหนด แต่ทางที่ดีควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงก่อนขับรถ พร้อมทั้งดื่มน้ำในปริมาณมากๆ เพื่อให้แอลกอฮอล์ถูกขับถ่ายมาทางปัสสาวะ อีกทั้งไม่ควรดื่มเครื่องดื่มหลายชนิดผสมกัน เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนจนทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดได้

     แต่ถ้ามีทางเลือกอื่น เช่น กลับแท็กซี่, ให้เพื่อน (ที่ไม่ดื่ม) ขับรถแทน ฯลฯ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากโขครับ



สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ NewFortunerClubThailand พร้อมหมายเลข NFC ได้ที่นี่!!

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1087
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปทุมธานี
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
เคล็ดลับพ่วงสายแบตอย่างไรไม่ให้ไฟช็อต!

 ปัญหาแบตเตอรี่หมดบางครั้งไม่ใช่เพราะแบตเตอรี่เสื่อมสภาพแล้วเท่านั้น แต่อาจเป็นเพราะเผลอลืมเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทิ้งเอาไว้ นานๆเข้าก็ทำให้แบตเตอรี่หมดได้เหมือนกัน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแบตหมด?

     อาการแบตเตอรี่รถหมดนั้น สังเกตได้จาก 1.ระบบเซ็นทรัลล็อกไม่ทำงาน หรือทำงานช้ากว่าปกติ 2.เมื่อบิดกุญแจ (หรือกดปุ่มสตาร์ท) ไปที่ตำแหน่ง ON พบว่าไฟหน้าปัดหรี่กว่าปกติหรือไม่ติดเลย 3.เมื่อบิดสตาร์ทพบว่ามีเสียงดังแชะถี่ๆ ออกมาจากห้องเครื่อง ไม่เหมือนกับเสียงสตาร์ทปกติ หรืออาจไม่มีเสียงใดๆเลย

     หากคุณเจออาการเหล่านี้ ฟันธงได้เลยว่า รถคุณจำเป็นต้องพ่วงแบตฯแน่นอนครับ

 

วิธีการพ่วงแบตเตอรี่มีดังนี้

     1.ก่อนอื่นเราจะต้องมีสายพ่วงแบตเสียก่อน หากซื้อเป็นอุปกรณ์ติดรถเอาไว้ก็ดี แม้ไม่ได้ใช้งานเอง แต่ก็อาจเอาไว้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมถนนอื่นๆได้ยามจำเป็น และแน่นอนว่าจะต้องมีรถที่ใช้งานได้อยู่ด้วย เพื่อพ่วงแบตฯให้กับรถคันที่สตาร์ทไม่ติดนั่นเอง

     2.นำสายแดงหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่คันที่แบตหมด แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วบวกของรถคันที่แบตดี

     3.นำสายดำหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วลบของแบตเตอรี่คันที่แบตดี แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วลบของคันที่แบตหมด (หรือหนีบกับหัวน็อตที่อยู่ในห้องเครื่องก็ได้)

     4.ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าของรถทั้งสองคันให้หมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า, ระบบแอร์, เครื่องเสียง ฯลฯ

     5.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตดีทิ้งไว้ อาจเร่งเครื่องเล็กน้อยหากพ่วงกับรถที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่า เพราะกระแสไฟมีการกระชากรุนแรง

     6.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตหมดตามปกติ เมื่อติดแล้วให้เร่งเครื่องประมาณ 2,000-3,000 รอบต่อนาที เพื่อปั่นกระแสไฟให้มากขึ้น ทำเช่นนี้ประมาณ 1 นาที แล้วจึงถอดสายแบต

 

วิธีถอดสายพ่วงแบตที่ถูกต้อง

     ควรถอดสายพ่วงขั้วลบ (สีดำ) ของทั้งสองคันออกเสียก่อน แล้วจึงถอดสายขั้วบวก (สีแดง) จึงถือเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนกระบวนการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์

 


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1087
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปทุมธานี
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
"ไฟตัดหมอก" จริงๆ แล้วควรเปิดเมื่อใด?

 ไฟตัดหมอกถือว่าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งในรถยุโรปแบรนด์หรูส่วนใหญ่มาร่วม 30 ปีแล้ว ซึ่งมีทั้งที่ติดตั้งไว้ในชุดโคมไฟใหญ่ และแยกออกมาติดตั้งไว้บริเวณกันชน รวมถึงไฟตัดหมอกหลังที่มักอยู่ในชุดโคมเดียวกับไฟท้าย พร้อมสวิตช์ปิด-เปิดอยู่ภายในรถ

     ขณะที่รถจากฝั่งญี่ปุ่นนั้น 'ไฟตัดหมอก' ก็ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเกือบทุกรุ่นที่วางจำหน่ายในปัจจุบันแล้วเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นไฟตัดหมอกด้านหน้า ขณะที่ไฟตัดหมอกหลังยังคงมีให้เป็นบางรุ่น บางยี่ห้อเท่านั้น

เมื่อไหร่ควรเปิดไฟตัดหมอก?

     โดยปกติแล้ว ไฟตัดหมอกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จะมีการเปิดใช้ก็ต่อเมื่อสภาพอากาศภายนอกแย่จัด จนส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัยเท่านั้น (หากฝนตกปอยๆ แบบใช้ที่ปัดน้ำฝนช้าๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดหรอกครับ) ให้สังเกตว่าหากเราไม่สามารถมองเห็นไฟท้ายรถคันหน้าท่ามกลางสายฝนในระยะ 50-100 เมตร ก็สามารถเปิดไฟตัดหมอกช่วยได้แล้วครับ เมื่อทัศนวิสัยกลับมาเป็นปกติก็ให้รีบปิดไฟตัดหมอกโดยทันที

 

ขับรถทางไกลยามค่ำคืน เปิดไฟตัดหมอกหน้าทิ้งไว้ดีหรือไม่?

     จริงอยู่ที่ว่า เมื่อเปิดไฟตัดหมอกคู่กับไฟหน้า จะทำให้ไฟหน้าดูสว่างขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะส่องได้ไกลขึ้นแต่อย่างใด แถมยังอาจรบกวนสายตาผู้ร่วมทางที่วิ่งสวนมาอีกต่างหาก ทางที่ดีผู้ที่ต้องขับขี่ทางไกลยามวิกาลบ่อยๆ การลงมือปรับตั้งไฟหน้าให้ส่องสว่างได้ไกลขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า (แต่ต้องไม่ปรับให้สูงจนแยงตารถคันที่สวนมาด้วยนะครับ

 

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1087
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปทุมธานี
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
เติมน้ำมันเครื่องเกินกำหนด มีผลเสียต่อเครื่องยนต์หรือไม่?
   
    การใช้งานรถยนต์นอกจากจะต้องดูแลรักษา และเช็กระยะตามกำหนดแล้ว การเอาใจใส่ในรายละเอียดต่างๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างเช่นในเรื่องของน้ำมันเครื่อง

     เมื่อถึงระยะเปลี่ยนถ่าย ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า น้ำมันเครื่องเก่าที่หมดอายุ หรือหมดประสิทธิภาพต้องถูกถ่ายออก เพื่อเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเครื่องใหม่ที่มีประสิทธิภาพเต็มร้อย มาใช้งานแทน

     แต่บางครั้งช่างผู้เปลี่ยนถ่าย หรือตัวคุณเอง (ในกรณีที่ทำเป็น) อาจจะเติมน้ำเครื่องเข้าไปจนเต็มแม็กซ์ หรือล้น กระทั่งเลยขีดบนจากไม้วัดที่กำหนดไว้ เพราะไม่อยากเสียเวลาเติมบ่อยๆ เติมให้หมดแกลลอนครั้งเดียวไปเลยจะได้ไม่ต้องเก็บไว้ให้เปลืองพื้นที่ หรือไม่ว่าจะเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ ถือว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง

     เพราะหากคุณเติมจนเลยขีดบนมากเกินไป (ประมาณ 10 - 20 มิลลิเมตร) เกิดปัญหาขึ้นแน่ๆ เพราะน้ำมันเครื่องที่เกินมานั้นจะพยายามหาทางออกตามส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ ซึ่งหลักๆ แล้วคงหนีไม่พ้นตัวประเก็น ที่ต้องเป็นผู้โชคร้าย ดังนั้นให้แก้ไขทันที ด้วยการถ่ายน้ำมันเครื่องที่เกินมานั้นออกให้หมด แต่ถ้าเกินมานิดหน่อย (ประมาณ 2 - 3 มิลลิเมตร) ก็ถือว่าไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องถ่ายออก

     สุดท้ายนี้ นอกจากจะต้องระวังเรื่องเติมน้ำมันเครื่องเกินระดับแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือ น้ำมันเครื่องลดน้อยลงต่ำกว่าขีดล่าง เพราะหากน้ำมันเครื่องน้อย หรือแห้ง คราวนี้จะไม่ใช่แค่ประเก็นที่เสียหาย แต่จะเป็นทั้งตัวเครื่องยนต์ที่ได้รับผลกระทบ จนเครื่องพัง และถ้าหนักหน่อยอาจถึงขั้นยกเครื่องใหม่กันเลยทีเดียว ทางที่ดีหมั่นตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่องให้ดี อย่าให้ต่ำกว่า หรือเกินระดับที่กำหนดไว้ก็พอครับ


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1087
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปทุมธานี
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
"Cruise Control" ใช้ให้เป็นช่วยประหยัดน้ำมันได้

    ทุกวันนี้เรื่องราวของการประหยัดน้ำมันนั้นดูจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แต่เรื่องหนึ่งที่หลายคนมักมองข้ามไปนั้นคือเทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้ามาในรถปัจจุบัน ซึ่งหลายอย่างมีประโยชน์ช่วยเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันได้

     ระบบล็อคความเร็วขับขี่ หรือ Cruise Control ที่มักจะถูกติดตั้งมาในรถยนต์หลายรุ่น เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในความสะดวกสบายนั้น ก็ยังมีประโยชน์ด้านการประหยัดน้ำมันรวมอยู่ด้วย

     พื้นฐานของการขับรถให้ประหยัด ข้อสำคัญคือการให้รถขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่นั่นแหละครับ เท้าเราหรือจะสู้เครื่องจักรที่สามารถล็อคความเร็ว โดยการส่งสัญญาณไฟฟ้าในอัตราที่คงที่จากคันเร่งที่ปลายเท้าเราไปสู่ลิ้นปีกผีเสื้อที่เครื่องยนต์ ทำให้มีอัตราเปิดที่คงที่และมันหมายถึงคุณจะได้ความประหยัดและความสบายเพิ่มมากขึ้นด้วย

 หลายคนไม่เคยแตะระบบ Cruise Control เลยสักครั้งตั้งแต่ใช้รถมา ทั้งๆที่บางคนก็รู้ว่ามี แต่ยังไม่เข้าใจในวิธีการทำงาน ซึ่งวันนี้เราจะมาสอนการใช้งานระบบ Cruise Control กัน

     1.จะใช้เมื่อไร สภาวะใช้งานที่เหมาะสมของระบบ Cruise Control คือการใช้เมื่อคุณทีระยะทางที่สามารถขับด้วยความเร็วคงที่ได้นานๆ หรือ พูดง่ายๆ คือ ใช้ยามไปต่างจังหวัดถือว่าเหมาะสมที่สุด

     2.เริ่มเปิดระบบใช้งาน การใช้งานระบบ Cruise Control โดยทั่วไปแล้วระบบนี้มักจะติดตั้งให้ใช้งานง่าย บางรุ่นอาจจะอยู่หลังพวงมาลัยด้านขวา แต่กับรถรุ่นใหม่ที่มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังชั่นนั้นมันจะอยู่ที่บนพวงมาลัย โดยสังเกตคำว่า Cruise หรือบ้างก็เป็นสัญลักษณ์รูปภาพ

     3.ทำความเร็วตามต้องการ ให้เราทำความเร็วตามที่ต้องการ (โดยปกติ Cruise control จะทำงานได้เมื่อมีความเร็วเกิน 30-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป) จากนั้นกดปุ่ม Set ที่อยู่ใกล้ๆ กัน ระบบก็จะทำการล็อคความเร็ว ที่ใช้อยู่ทันที

4.ยามต้องการเพิ่มหรือลดความเร็ว กดปุ่ม + / - จะเป็นการค่อยๆ เพิ่มหรือลดความเร็ว หรือใช้คันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วไปยังที่ต้องการได้ เมื่อคุณปล่อยคันเร่งรถก็จะมาอยู่ในความเร็วที่เซทไว้ก่อนหน้านี้ แต่ถ้าต้องการล็อคความเร็วที่เพิ่ม ให้กด Set

     5. ยกเลิก Cruise Control โดยปกติแล้วจะมี 2 วีธีสำคัญ คือ 1 แตะเบรค ซึ่งทันทีที่คุณแตะแป้นเบรกเบาๆ ระบบ Cruise Control จะทำการยกเลิกการล็อคความเร็วอัตโนมัติ หรือ หากต้องการใช้ความละมุนละม่อม ก็ให้กดปุ่ม Cancel ระบบก็จะปลดตัวเองออกจากการล็อคความเร็วทันที และสามารถกด RES หรือ RESUME เพื่อกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้แต่แรกได้

     ความจริงแล้วการใช้งานระบบ Cruise control นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการรู้วิธีใช้งานคือการจับจังหวะว่าตรงไหนที่เราควรจะใช้ Cruise เข้าช่วยเพื่อเพิ่มสมรรถนะการประหยัดน้ำมัน และนั่นคือสิ่งที่คุณต้องเก็บเกี่ยวเองจากประสบการณ์บนถนน



สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ NewFortunerClubThailand พร้อมหมายเลข NFC ได้ที่นี่!!